1. ฉนวนป้องกันความร้อนคืออะไร? และมีกี่ชนิด?
ฉนวนสะท้อนความร้อนหลังคา กับการประหยัดพลังงาน
ใบปัจจุบันค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้า ซึ่งสำหรับโรงงานบางประเภทและบ้านพักอาศัย ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานฟ้าที่สำคัญส่วนหนึ่งมาจากเครื่องปรับอากาศและการประหยัดพลังงานไฟฟ้าจากเครื่องปรับอากาศที่สำคัญคือการลดการสูญเสียของพลังงานที่ใช้ในการปรับอากาศภายในอาคารที่สูญเสียไปโดยไม่จำเป็นซึ่งวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้คือ ลดปริมาณความร้อน ภายในโรงงานหรือบ้านที่เครื่องปรับอากาศต้องนำออกไปสู่ภายนอกนั่นเอง
ความร้อนที่เกิดขึ้นใน โรงงาน หรืออาคาร
สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนหลัก คือ
1. ความร้อนที่เกิดขึ้นภายในอาคารซึ่งอาจเกิดจากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าหลอดไฟหรือเครื่องจักรบางประเภท เป็นต้น
2. ความร้อนที่ผ่านเข้าสู่โรงงาน หรืออาคารจากภายนอก ซึ่งความร้อนชนิดนี้ส่วนใหญ่โดยเฉพาะเวลากลางวัน มาจากการแผ่รังสีจากดวงอาทิตย์ และมากกว่า 70% ของ ความร้อนจากดวงอาทิตย์มาจากส่วนของหลังคา ซึ่งวิธีหนึ่งที่สามารถลดความร้อนที่เกิดขึ้นดังกล่าวสามารถทำได้โดย การติดตั้งฉนวนกันความร้อนหลังคานั่นเอง
ประเภทของฉนวนป้องกันความร้อน หลังคาจากแสงแดด และการเลือกใช้
สามารถแบ่งฉนวนป้องกันความร้อนหลังคา ออกได้เป็น 2 ประเภท ตามวิธีการติดตั้ง ดังนี้
1. ฉนวนป้องกันความร้อนปะเภทติดตั้งภายในอาคาร (Interior Roof Insulation)
ฉนวนประเภทนี้โดยส่วนใหญ่จะใช้หลักการ “หน่วงความร้อน” โดยทำให้ความร้อนที่เกิดจากการนำความร้อนจากผิวหลังคาที่ได้รับแสงแดดถ่ายเทเข้าสู่ภายในอาคารช้าลงซึ่งหลักเกณฑ์ในการเลือกใช้ฉนวนประเภทนี้
2. ฉนวนป้องกันความร้อนหลังคาประเภทติดตั้งภายนอกอาคาร (Exterior Roof Insulation)
ฉนวนประเภทนี้ใช้หลักการของ “การสะท้อนพลังงานจากแสงอาทิตย์” จึงทำให้ความร้อนที่สะสมบนผิวหลังคา และถ่ายเทสู่ภายในอาคารลดลงติดตั้งโดยการพ่นเคลือบที่ผิวด้านนอกของหลังคา โดยเรียกฉนวนประเภทนี้ว่า “ฉนวนเซรามิคโค้ตติ้ง” ซึ่งหลักเกณฑ์ในการเลือกฉนวนประเภทนี้ประกอบด้วย
2.1 คุณสมบัติด้านการป้องกันความร้อน ( Insulation Properties) ประกอบด้วย
2.1.1 ค่าการสะท้อนพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Reflectance) เป็นคุณสมบัติที่บอกถึงประสิทธิภาพในการสะท้อนพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเปอร์เซ็นต์ยิ่งสูงจะถือว่ามีประสิทธิภาพในการลดความร้อนได้ดี ควรเลือกใช้ฉนวนเซรามิคโค้ตติ้งทีมีค่าการสะท้อนไม่น้อยกว่า 90%
2.1.2 ค่าการดูดกลืนพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Absorptane) เป็นคุณสมบัติที่บ่งบอกถึงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ตกค้างอยู่ที่ผิวของหลังคาภายหลังจากสะท้อนออกไปบางส่วนซึ่งเปอร์เซ็นต์ยิ่งต่ำจะยิ่งลดความร้อนได้ดี ควรเลือก ใช้ฉนวนที่มีค่าการดูดกลืนพลังงานแสงอาทิตย์ ไม่เกิน 10%
2.1.3 ค่าการคายพลังงานความร้อน (Thermal Emittance) คุณสมบัติที่บ่งบอกถึงความสามารถในการคายความร้อนที่สะสมอยู่บนฉนวน ซึ่งหากมีเปอร์เซ็นต์ที่สูง จะยิ่งคายความร้อนได้เร็วอุณหภูมิจะลดลงได้เร็วขึ้นเช่นกัน โดยควรเลือกใช้ฉนวนที่มีค่าการคายพลังงานความร้อนมากกว่า 90%
2.2 ความทนทานต่อสภาพอากาศ
ฉนวนเซรามิคโค้ตติ้ง เป็นฉนวนที่อยู่ภายนอกอาคารจึงสัมผัสกับแสงแดด และความชื้นสูงจึงควรเลือกใช้ฉนวนที่มีการทดสอบด้านการทนต่อสภาวะแวดล้อมโดยเฉพาะแสง (Ultraviolet (Weathrerability, ASTM G53) ได้ไม่น้อยกว่า 2,000 ชั่วโมง QUV
2.3 การยึดเกาะกับผิวหลังคา
โดยที่ผิวหลังคามีหลายประเภท เช่น ดาดฟ้า, คอนกรีต, กระเบื้องโมเนียม, สังกะสี, เมทัลชีท เป็นต้น ซึ่งแต่ละประเภท มีลักษณะความเรียบมันของผิวหลังคา การดูดซึมความชื้นที่
แตกต่างกัน ซึ่งล้วนมีผลต่อประสิทธิภาพในการยึดเกาะของฉนวนเซรามิคโค้ตติ้งกับผิวหลังคาจึงควรเลือกฉนวนเซรามิคโค้ตติ้งที่มีระบบรองพื้นพิเศษ (Specialty Primer) ที่เหมาะสมกับหลังแต่ละประเภทเพื่อ ให้ฉนวนมีความทนทานอายุการใช้งานนานไม่หลุดร่อน
2.4 การแทรกตัวของฝุ่นที่ผิวหน้า
เนื่องจากคุณสมบัติด้านการสะท้อนความร้อนของฉนวนเซรามิคจะลดลง หากมีคราบสกปรก หรือฝุ่นละอองที่แทรกตัวกับผิวของฉนวนเซรามิคโค้ตติ้งมากขึ้น ซึ่งจะ ทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนลดลง จึงควรเลือกฉนวนเซรามิคที่มีคุณสมบัติการต้านทานการแทรกตัวของฝุ่นที่ผิวหน้า (Dirt Pick – Up Resistance) ซึ่งจะทำให้เกิดการชะล้างฝุ่นออกจากผิวหน้าของฉนวนได้โดยง่าย โดยธรรมชาติในฤดูฝน
ความหนาของฉนวน
โดยที่ฉนวนเซรามิคโค้ตติ้งเป็นฉนวนที่ใช้หลักการ “สะท้อนพลังงานแสงอาทิตย์” ความหนาของฉนวนจึงไม่มีผลต่อประสิทธิภาพการป้องกันความร้อนโดยตรงอย่างไรก็ดี ความหนามาตรฐานของฉนวนเซรามิคโค้ตติ้งไม่ควรต่ำกว่า 250-300 ไมครอน (1,000 ไมครอน = 1 มม.) หรือปริมาณของฉนวนที่ฉีดพ่นต่อตารางเมตร ไม่ต่ำกว่า 0.5กิโลกรัม
Read More..